You are what you eat...จริงฤา??
posted on 28 Dec 2007 16:32 by bostaf in Healthคำกล่าวที่ว่า You are what you eat หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย แล้วมันหมายความว่าอะไรรึ - -a
You ar what you eat = กินอะไรก็เป็นอย่างงั้น
จากสมการข้างบน ถ้าเราแทนตัวแปรด้านซ้ายด้วยปลา งั้นแสดงว่า พอกินปลาเราก็จะกลายเป็นปลางั้นสิ o_O ............... จะบ้าเรอะ!! ใครเค้าใช้ให้แปลแบบซับนรกพรรค์นั้น อ๊ะ... งั้นแล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ -*-
แต่เดิมทีเราก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก เป็นพวกกินไปเรื่อย ถึงจะรู้รึไม่รู้สรรพคุณของอาหารก็ตาม กุจะกิน มีไรมะ ;D จนกระทั่งนัดเดี๋ยวนี้เราเริ่มได้รับผลกรรมแล้ว เลยเพิ่งจะสำนึกได้ แฮ่~ ก็เลยไปหาข้อมูลมาบ้าง (ย้ำ บ้าง แปลว่าเล็กน้อยเหลือเกิน) แต่ไอ้ครั้นจะมาเขียนบทความทางวิชาการลงบลอคมันก็ไม่ใช่เรื่องเลย (เพราะทำไม่ได้ 55555+)
ปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารที่เรากินนั้นมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าอดีตมากกกกกกก ย้ำว่า มากกกกกกกกกกกกก (ก ไก่ยาวไปอีก 3 กิโล) และคนเราก็เป็นสัตว์ที่ไม่มีเคยมีความพอดี กินได้สารพัด อย่าไปนับรวมไอ้พวก fear factor รึอะไรนั่นเลย -*- แค่ที่กินกันปกติๆนี่ก็นับกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว เออ พูดถึง fear factor แล้ว ไม่รู้ว่าแต่ละอย่างนี่ คิดกันได้ไงเนอะ แล้วกินเข้าไปแบบนั้น อี๋ย์~~ เฮ้ย นอกเรื่องๆ - -
และนั่นเอง!! ใครจะรู้ว่าเพราะอาหารพวกนั้น (พวกไหน?) เอาเป็นว่า เพราะพฤติกรรมทางการกินของคนเปลี่ยนไป ก็เลยเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่าง *-* พอดีขี้เกียจหาหลักฐานมายืนยัน 5555+ (จะเชื่อได้มั้ยเนี่ย - -") ยกตัวอย่างง่ายๆ โรคที่เกิดจากการกินเป็เหตุสำคัญก็เป็นพวก ไขมันในเลือดสูง (ได้ข่าวว่าคนแถวนี้เป็น...) โรคเบาหวาน ความดันโลหิต บลาๆๆ อีกเยอะ ลืม .__. รู้สึกว่าภูมิแพ้ก็ด้วยนะ
เห็นอย่างงี้รู้สึกลัวขึ้นมาบ้างรึยัง เจ้ามนุษย์ทั้งหลาย วะฮ่ะฮ่า~~ แล้วทีนี้จะทำไงล่ะ ตูจะรู้มั้ยเนี่ยว่าของที่กินทุกวันๆมันดีรึไม่ดียังไง อันนี้ก็........ ไปศึกษาเพิ่มเอาเองนะครับ พอดีตอนนี้ผื่นขึ้นแล้ว เพราะทำตัวมีสาระมากเกิน(?) เอาเป็นว่า จะมาต่อภาคหน้าเมื่อมีโอกาส (ชาติหน้า??) ขออู้ เอ๊ย ขอไปหาข้อมูลเพิ่มมาอีก ไอ้ครั้นจะก๊อปจากบทความที่เค้าเขียนมาแล้ว แบบนั้นใครๆก็ทำได้ เราไม่อยากทำ หึหึหึ อยากเล่าจากความรู้ตัวเองมากกว่า แบบนั้นดีกว่าเนอะ ^^ (หาเรื่องเลี่ยงไปได้อีกหนึ่งเอนทรี่ ฟู่ววว...)
.....................
เรามีกรณีศึกษามาเล่าให้ฟัง เอ๊ะ ต้องพิมพ์ให้อ่านสิ -*- เออ จะอะไรก็ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่า นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆที่เห็นผลจริง(?) เล่าจากเรื่องจริงไม่มีปรุงแต่ง แสดงให้เห็นว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง ว๊ากกกกก ซะเมื่อไหร่ฟะ
มันเป็นเรื่องของเราเอง -.- เอาตัวเองมาเผา พอเกรียมๆ ใครอยากกินยกมือขึ้น!! ........................................ นั่น... ไม่มี กลัวล่ะสิ เดี๋ยว you are what you eat กินเข้าไปได้กลายเป็นสะแด่วแห้วแน่ (อะไรน่ะ -*-)
เออ เข้าเรื่องดีกว่า - - คืองี้ (นั่งกระดิกตีน) เมื่อก่อนเราเป็นคนค่อนข้างผอม และเป็นพวกไม่ค่อยอยากกินอะไรเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะ activity ไม่ค่อยมี ชอบอยู่เฉยๆมากกว่าไปกระโดดเย้วๆกลางสนาม พอขึ้นมหาลัย เจอช่วงรับน้องเข้าไปเลยน็อครายวัน เพราะเรี่ยวแรงไม่ค่อยมี ทีนี้เลยตั้งปณิธานว่า จะต้องกิน! กิน! และกิน! จะเพิ่มน้ำหนักตัวเองให้ได้ จะไม่ยอมเป็นคนผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้อีกแล้ว!!!
จากนั้น... การกินอยู่ของเราก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิดๆ เริ่มเพิ่มปริมาณอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็น กินแบบไม่ยั้ง นอนดึกอีก ต้องมีมาม่ารอบดึก ตื่นสาย กินไม่ทัน ก็ไม่กินมื้อเช้า ไปหนักเที่ยงเอา แต่มื้อเย็นหนักยิ่งกว่า!! แต่ก็นะ... ไม่ใช่ว่าน้ำหนักจะเพิ่มได้ง่ายๆ สำหรับเรา ก็เลยเป็นที่อิจฉาของบรรดาเพื่อนๆว่า ไอ้นี่กินยังไงก็ไม่อ้วน แต่เราอ่ะกลุ้มแทบตายอ่ะ -*-+
เพราะคิดว่าตัวเองกินไงก็ไม่อ้วน เลยกินพวกไขมันมากขึ้น อาหารมันๆ แป้ง น้ำตาล กินโรตีวันละลูก ใส่ไข่ด้วย ขอเนยเพิ่มอีกต่างหาก มาคิดๆดู ตอนนั้นกุกินเข้าไปได้ไงวะ น่ากลัวแสดดด 5555+ ไม่เคยมีความคิดที่ว่าจะควบคุมอาหารซักนิด ไอ้โน่นไอ้นี่ก็อร่อยไปหมด เกิดมามีชีวิตเดียว กินๆไปเหอะ ก๊ากกกก
ความคิดข้างบนนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย - - (เพิ่งมาสำนึกเรอะ) พออยู่ปี 2 เราเลยลองไปตรวจระดับ Cholesterol ในเลือด (ตอนนั้นมีพี่ปี 4 ทำโปรเจ็คต์ ตรวจฟรี เลยไปตรวจ) ปรากฏว่า..... อยู่ในระดับสูง!! ค่าปกติคือไม่เกิน 200 แต่ไอ้ตูดนี่ล่อเข้าไป 290 กว่าๆ ตอนนั้นยังคิดว่า เค้าคงตรวจผิดคน -*- รึไม่ก็จำเลขผิด 5555+ ไม่มีอาการวอรี่แม้แต่น้อยเลย โอ้วชีวิตกุ หลั่นล้ามาก กินต่อครับ กินต่อไปไม่มียั้ง
ปีต่อมา ตรวจอีก ผลคือมันก็ไม่ลดลงเท่าไหร่หรอก - - แล้วก็เรียนเรื่องนี้ด้วย เค้าบอกว่า ปริมาณไขมันในเลือดน่ะ มันไม่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวหรอก บางคนผอมๆแต่ไขมันในเลือดสูงกว่าพวกตัวอ้วนอีก เราเริ่มเสียวสันหลังวาบ ........ แต่ก็กลัวอยู่แค่ 3 วิ... ไม่สิ 2 วิมั้ง 5555+ ยังคงกินต่อไปไม่เลิก เพราะน้ำหนักมันไม่เพิ่มซักที อย่างมากก็ 1-2 กิโล เป้าหมายของเรายังสูงกว่านี้ ย้ากกกกกกส์
ผ่านมาอีกปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ถ้าเทียบกับตอนมัธยม ถือว่าเรากินจุขึ้นเยอะเลยนะ -*- ตอนปี 4 ไปฝึกงาน ตอนนั้นเริ่มรู้ว่าตัวเองกินล้างกินผลาญกว่าชาวบ้าน อย่างตอนเที่ยงกินข้าวเสร็จ ต่อด้วยเค้กอีกก้อน รึกล้วยทอด รึไส้กรอก รึอะไรก็ตามทั้งๆที่เพื่อนเค้ากินกันอิ่มแล้ว น้ำหนักเริ่มเพิ่มเยอะขึ้นจนมาถึงระดับที่สูงที่สุดในชีวิต กางเกงเริ่มคับ ใส่ไม่ได้ เริ่มเครียดและ - - แต่พอดัดฟัน กินอะไรแทบไม่ได้ น้ำหนักเลยลดฮวบ กลับมาจุดสตาร์ทอีกครั้ง
เอ๊ะ... แล้วมันจะเข้าเรื่องในเอนทรี่นี้ได้รึยังเนี่ย ฮา... มันก็เข้าเรื่องตั้งแต่เริ่มแล้ว ทีนี้พอจะทราบความประพฤติของเราแล้วใช่มะ พอมาทำงาน ก็ยังคงกินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยิ่งมีหัวหน้าใจดี ซื้อโน่นนี่มาให้กินเรื่อยๆ อ๊ะ... เข้าทางเลย *-* ไปกินเลี้ยงทีไร เรากินมากกว่าเพื่อนทุกทีจนเค้าเริ่มรู้กิตติศัพท์ความกระเพาะควายไม่สมตัวของเรา
และวันตรวจสุขภาพประจำปีก็มาถึง ระดับไขมันในเลือดเราสูงจนหลายๆคนตกใจ เราไปสืบประวัติ(?)ของญาติฝ่ายแม่ก็เลยรู้ว่าทั้งยาย แม่ และน้า ไขมันในเลือดสูงทุกคน ตอนนั้นยังคิดว่าเพราะพันธุกรรมน่ะ - - ยังไงก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว กินต่อเหอะ 555+ ช่างเป็นคนไม่รู้จักเข็ดหลาบจริงๆ ปีต่อมาตรวจอีก คราวนี้มันพุ่งทะยานสูงขึ้น จนเราเริ่ม......... รู้สึกไม่ค่อยดี ไปลองถามเพื่อนที่เป็นหมอ มันไล่ให้เราไปกินยา มะ... ไม่เอาเว้ยยย เรายังเด็ก(?)ขนาดนี้ทำไมต้องกินยาด้วย พี่ที่ทำงานแนะนำให้ลองควบคุมอาหารซัก 2 เดือนแล้วมาเจาะเลือดใหม่ เราเลยเริ่มงดของชอบทั้งหลายที่น่าจะมีผล ทั้งปาท่องโก๋ ปลาหมึก ข้าวเหนียวสังขยา ไข่ก็กินน้อยลง โอวววว ช่างเป็น 2 เดือนที่ทรมานเหลือเกิน หลังจากนั้นก็มาตรวจดู ปรากฏว่า.....
ลดลง 0.6 mg/dl
......................
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก โลกนี้ช่างโหดร้าย ทำไมทำกับฉันเยี่ยงนี้ โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ จากนั้นเราเลยกินประชดชีวิต ประมาณว่า อดขนาดนี้ทำไมไม่มีอะไรดีขึ้น ช่วงนั้นเองมีพี่เภสัชคนนึง ไขมันสูงเหมือนกัน เค้าก็ลองคุมอาหารแล้วมาตรวจใหม่ ปรากฏว่าลดลงไปตั้งเยอะ =[]= ทำมายยยยยยย พอฟังวิธีของเค้าดู กลายเป็นว่าเราทำไม่ได้แน่ๆ - - ให้งดอาหารเป็นมื้อๆแบบนั้น ฆ่าให้ตายดีกว่า กินต่อเหอะ(?)
ความเป็นจริงแล้ว การควบคุมอาหารของเรามันคงไม่เรียกคุมอาหารที่ดีนักหรอก - - ยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังกินไม่ยั้งอยู่ บวกกับติดนิสับกินจุบกินจิบอีก เฮ้อ... แล้วจะทำไงดีล่ะ หัวหน้าพยายามเข็นเราให้ไปหาหมอให้ได้ แต่เราก็ยังทำหลีกเลี่ยง ทั้งๆที่ทำงานโรงพยาบาลแท้ๆ ทำเป็นกลัวหมอไปได้ 555+
มีวันนึงคุยกับพี่พยาบาล พอเค้ารู้ว่าเรามีประวัติไม่โสภาขนาดนั้นเลยลากเราไปหาหมอจนได้ หมอดูผลเลือดก็ตกใจ ไขมันในเลือดสูงตั้งแต่อายุยังน้อย เลยเอายาโยนใส่หัวเรา ไม่ช่ายยย... ก็ให้กินยาลดไขมัน และก็ต้องคุมอาหารด้วย โอ้ว... นี่กุต้องกินยาอย่างที่คนแก่เค้ากินกันเรอะ น่าเศร้านัก T T ไปคุยกับเพื่อนที่เป็นหมอ เค้าบอกว่า ถ้าไขมันในเลือดสูงนานๆ จะทำให้เส้นเลือดเปราะ อูว.... ฟังดูน่ากลัว
จริงๆเราก็รู้ถึงโทษของมันมาตั้งนานแล้วน่ะแหล่ะ (ยังจะมาแก้ตัว เดี๊ยะๆ) แต่อาจจะเป็นเพราะ ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆอีกเยอะ ทั้งความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบ นานๆไปก็อาจส่งผลถึงขั้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ หัวใจวาย เหมือนใน Death note อั่ก.....
พอเริ่มตระหนัก ก็เริ่มหาความรู้ใส่ตัว (แล้วตอนเรียนล่ะ....ทำอะไร ตอบ :: นั่งหลับ) ก็เลยรู้ว่าอาหารที่กินๆเข้าไปแต่ละวันนี่มันไม่ได้มีดีไปซะทุกอย่าง ถ้าเราเลือกกินแค่พอเหมาะ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ากินตามความอร่อยนี่ 555+ ก็จะเป็นเหมือนอย่างกรณีข้างบนน่ะแหล่ะท่านผู้ชม - - คนเรานี่ก็แปลก ถ้าไม่ใกล้ตาย เอ๊ย ไม่ถึงวิกฤติจริงๆ ก็มักจะไม่เห็นความอันตรายของมัน พวกโรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน ถ้าไม่ป่วยหนัก ก็ไม่คิดจะดิ้นรนมาตรวจมารักษากันเลย เฮ้อ....
รู้สึกเอนทรี่นี้จะหนักพล่ามมากกว่าสาระนะ วะฮ่ะฮ่า เอาเหอะ เราไม่อยากให้มีคนเป็นแบบเราอีก ตอนนี้ก็พยายามจะปรับบลอคตัวเองให้มีเนื้อหาด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่งั้นไอ้ที่ลงแรงทำงานในโรงพยาบาลนี่ก็สูญเปล่าสิ เหอๆ
ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง กินดี(?)มีสุขกันถ้วนหน้า ^ ^/
อา... ชักหิวแล้วแฮะ อยากินพิซซ่าจังเลย -w- (เฮ้ยๆๆ เพิ่งสอนคนอื่นไปหยกๆ เดี๋ยวได้ตายเพราะหัวใจวายจริงๆร้อก)

ตอนนี้เซียอยู่ในช่วงพยายามระงับปากอยู่
พอมันเริ่มกิน แล้วก็ติด กินจุบกินจิบมันทุกวัน...ไม่ดีนะฟ้อย
เป็นๆหายๆมาหลายรอบและโรคนี้ ขึ้นอยู่กะสภาพอากาศ เอ๊ย สิ่งแวดล้อม
ยังไงก็สู้ต่อไปเพื่อสุขภาพ โอ้วเย้!
#1 By rasia : ปลาทองในโหลดอง on 2007-12-28 18:39